ประเภทของคอมพิวเตอร์

      1. Super Computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และสามารถประมวลผลได้เร็วที่สุด มีความจุในการจัดเก็บข้อมูลสูง ส่วนมากจะผลิตขึ้นมาเพื่อใช้งานเฉพาะด้านเท่านั้น  เช่น งานทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ยุ่งยากซับซ้อน และต้องมีการคํานวณมาก เช่น งานวิจัยทางด้านนิวเคลียร์ งานพยากรณ์อากาศ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดนี้มีราคาแพงมาก

     2. Mainframe Computer  เป็นคอมพิวเตอร็ที่มีประสิทธิภาพตํ่ารองจาก  Super computerและความเร็วในการประมวลผลสูง ส่วนใหญ่มักจะนํ าไปใช้งานกับองค์กรขนาดใหญ่  เช่น ธนาคาร สายการบิน บริษัทประกันภัย มหาวิทยาลัย เป็นต้น

     3. Mini Computer เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วในการประมวลผลและความจุตํ่ากว่าระบบเมนเฟรม มินิคอมพิวเตอร์จะทํางานโดยใช้ระบบผู้ใช้หลายคน  (Multi-user system) มักจะใช้กับงานที่มีข้อมูลไม่มาก ส่วนใหญ่ที่นิยมนํามาประยุกต์ใช้งานกับบริษัทขนาดกลาง  เช่น ระบบบัญชี

     4. Micro Computer หรือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่สุด ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีขนาดเล็ก นํ้าหนักเบา ราคาไม่แพง สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกปัจจุบัน Micro computer สามารถแบ่งแยกตามขนาดของเครื่องได้ดังนี้

        Desktop Computer   เป็นไมโครคอมพิวเตอร์  ที่มีขนาดเล็กถูกออกแบบมาให้ตั้งบนโต๊ะมีการแยกชิ้นส่วน
ประกอบเป็น  ซีพียู  จอภาพ  และแป้นพิมพ์ ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้ทั่วไป

         Notebook Computer    เป็นไมโครคอมพิวเตอร์ ที่มีนํ้าหนักประมาณ 1.53 ก.ก จอภาพแสดงผลเป็นแบบราบ  มีทั้งแบบแสดงผลสีเดียว และแบบหลายสี โน้ตบุคที่มีขายทั่วไปมีประสิทธิภาพและความสามารถเป็นไมโครคอมพิวเตอร์  สําหรับพกพามีนํ้าหนักเบา สามารถใช้งานได้ทุกสถานที่หน้าจอพับเก็บได้  มีเมาส์และคีย์บอร์ดในตัว ความสามารถในการทํางานใกล้เคียงกับคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ  แต่มี
ราคาแพงกว่า

       Palmtop Computer  เป็นคอมพิวเตอร์ที่มี ขนาดเล็กมากประมาณเท่าฝ่ามือ แต่สามารถเก็บข้อมูลได้มาก มีคีย์บอร์ดและจอขนาดเล็กบางรุ่นใช้ปากกาที่สร้างเฉพาะในการป้อนข้อมูลออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ตารางเวลานัดหมาย สมุดโทรศัพท์ สมุดบันทึก เป็นต้น
 

ฮาร์ดแวร์ (Hard ware) ฮาร์ดแวร์ หมายถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำงานประสานกันเพื่อให้เกิดการประมวลผล การจัดเก็บและการเผยแพร่ ข้อมูล/สารสนเทศ บางครั้งเรียกฮาร์ดแวร์ว่า device ซึ่งหมายถึงอุปกรณ์นั้นเอง ฮาร์ดแวร์ในระบบคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ อุปกรณ์ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (Input devices) หน่วยประมวลผล (processors) อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ (Output devices) และอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยเก็บความจำภายนอกหรือหน่วยความจำสำรอง (secondary storage devices)

อุปกรณ์ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบ (Input Devices) Input Devices ใช้เป็นอุปกรณ์ในการส่งข้อมูลสารสนเทศและชุดคำสั่งเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ได้แก่ คีย์บอร์ดหรือแป้นพิมพ์ เมาส์ สแกนเนอร์ หรือเครื่องสแกน ไมโครโฟน อุปกรณ์อ่านแถบแม่เหล็ก และอุปกรณ์ส่งข้อมูลกราฟิก

หน่วยประมวลผล (Processors) เป็นฮาร์ดแวร์ที่สำคัญที่สุดของระบบคอมพิวเตอร์ เปรียบเสมือนระบบสมองของร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูล และสารสนเทศด้วยชุดคำสั่งที่ส่งเข้าไปให้ทำงานตามที่ผู้ใช้ต้องการ ส่วนของหน่วยประมวลผลนี้เป็นฮาร์ดแวร์ที่ประกอบด้วยแผงวงจรต่างๆ แผงวงจรที่สำคัญ ได้แก่ หน่วยประมวลผลกลางหรือ CPU (central processing unit) และหน่วยความจำ (memory) รวมทั้งแผงวงจรพิเศษที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์ในลักษณะต่างๆ เช่น เพื่อให้ประมวลผลข้อมูลที่อยู่ในรูปของเสียง กราฟิก และ image หรือภาพประกอบต่างๆ ได้ หรือเพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ควรเข้าใจเกี่ยวกับการทำงานของคอมพิวเตอร์ ก็คือระบบคอมพิวเตอร์ทำงานได้ด้วยกระแสไฟฟ้า ส่วนสำคัญที่สุดที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่เราต้องการได้ คือหน่วยประมวลผล ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ส่วนที่ประกอบด้วยแผงวง ว่าแผงวงจรที่เป็นหน่วยความจำหลัก (main memory) และแผงวงจรพิเศษอื่นๆ ต่อไปนี้ จะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับแผงวงจรที่สำคัญๆ ของระบบคอมพิวเตอร์

หน่วยประมวลผลกลางหรือแผงวงจรสำหรับการประมวลผล (Processors) แผงวงจรสำหรับการประมวลผลที่ต่อไปนี้จะเรียกว่า โปรเซสเซอร์ หรือ CPU ประกอบด้วยวงจร ไฟฟ้าจำนวนมากมาย ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและคำสั่งต่างๆ ที่มีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ หน่วยควบคุม (control unit) และหน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU ย่อมาจาก arithmetic and login unit) โปรเซสเซอร์จะต้องทำงานสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหน่วยความจำหลัก ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า RAM (Main Memory)

หน่วยควบคุม (control unit) มีหน้าที่ดังนี้
    1. รับชุดคำสั่งจาก RAM แล้วทำการอ่านและแปลชุดคำสั่งเหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นการคำนวณทางคณิตศาสตร์และการเปรียบเทียบทางตรรกะรวมทั้งการปฏิบัติการหลักต่างๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น การย่อ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ การรวม การจับคู่ข้อมูล เป็นต้น
    2. ควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ภายในระบบคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะส่วนประกอบของโปร-เซสเซอร์ เช่น ALU, register เป็นต้น
    3. ควบคุมการไหลของโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่ RAM และออกจาก RAM กล่าวคือเมื่อคำสั่งและ ข้อมูลได้รับการส่งเข้าสู่ระบบ หน่วยควบคุมจะควบคุมที่อยู่ของคำสั่งและข้อมูลเหล่านั้นใน RAM และเมื่อ ALU ประมวลผลเสร็จแล้วหน่วยควบคุมหรือ control unit จะควบคุมการไหลของ สารสนเทศ (หรือ processed data รวมทั้งคำสั่งที่ใช้งานแล้ว) เข้าไปสู่ RAM ตามเนื้อที่ที่ว่างอยู่ ก่อนจะนำออกไปแสดงผลลัพธ์บนหน้าจอหรืออุปกรณ์แสดงผลประเภทอื่นๆ

    หน่วยคำนวณและตรรกะ (ALU : Arithmetic and Login Unit) เป็นหน่วยปฏิบัติการทางการคำนวณ (ได้แก่ การบวก ลบ คูณ หาร และคณิตศาสตร์ที่ ซับซ้อนต่างๆ)และการเปรียบเทียบ (ได้แก่ เท่ากับ มากกว่า น้อยกว่า ไม่เท่ากับ มากกว่าหรือเท่ากับ น้อยกว่าหรือเท่ากับ) ในที่นี้จะยกตัวอย่างการคิดภาษีสำหรับพนักงานของบริษัทแห่งหนึ่งคอมพิวเตอร์จะต้องได้รับข้อมูลขาเข้าซึ่งประกอบด้วย ชื่อ หมายเลขประจำตัว ตำแหน่ง จำนวนชั่วโมงที่ทำงาน อัตราค่าจ้าง อัตราภาษี เป็นต้น ดังนั้นก่อนที่ระบบคอมพิวเตอร์ (โดยส่วนของ arithmetic unit จะประมวลผลภาษี หน่วยตรรกะ (login) จะต้องทำการเปรียบเทียบรายได้ของพนักงานก่อนว่าอยู่ในกลุ่มรายได้สูงหรือปานกลางหรือต่ำแล้วจึงจะคำนวณภาษีตามอัตราของแต่ละกลุ่มรายได้ ทั้งนี้การที่หน่วยประมวลผลจะทำงานได้นั้น ข้อมูลและชุดคำสั่ง จะต้องได้รับการแปลจากภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรม (programming languages) เช่น ภาษา C, C++, COBAL,PASCAL, Visual BASIC ฯลฯ ให้เป็นภาษาที่คอมพิวเตอร์รับรู้ได้ คือภาษาเครื่อง (machinelanguage) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนค่าสัญญาณไฟฟ้านั่นเองในการประมวลผลของโปรเซสเซอร์นี้ สามารถวัดประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ได้ นั่นคือ วัฎจักรเครื่อง (machine cycle) ของระบบคอมพิวเตอร์ระบบหนึ่งจะถูกควบคุมโดยแผงวงจรเล็กๆ ที่ระบบ PC เรียกว่า clock ที่วัดกันเป็นหน่วยล้านรอบต่อวินาทีหรือ MHz (megahertz)

หน่วยความจำหลัก (Main Memory) เป็นแผงวงจรซึ่งประกอบด้วยกลุ่มของวงจรไฟฟ้าขนาดเล็กจำนนมากเช่นเดียวกับโปรเซสเซอร์ ทำงานได้โดยต้องมีกระแสไฟฟ้าไหลวนเลี้ยงวงจรอยู่ตลอดเวลา ทำหน้าที่เก็บข้อมูล ชุดคำสั่งและข้อมูลที่ประมวลผลแล้ว (หรือสารสนเทศ) ในขณะที่คอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ แผงวงจรไฟฟ้านี้ทำด้วยสารกึ่งตัวนำที่สามารถรับกระแสไฟฟ้าได้ รวดเร็วมาก แต่ไม่สามารถเก็บข้อมูลหรือคำสั่งได้เลยเมื่อปิดเครื่องหรือไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้าสู่วงจร แผงวงจรเล็กๆ นี้เรียกว่าชิป (chip) ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ประมาณเศษ 1 ส่วน 8 ของแสตมป์ขนาดเล็กเท่านั้น แต่จุข้อมูลได้ประมาณ 4 แสนอักขระ (characters) หน่วยความจำหลักทำงานสัมพันธ์โดยตรงกับโปรเซสเซอร์ส่วนประกอบของหน่วยความจำหลัก ได้แก่ ROM และ RAM

RAM (Random Access Memory) คือเนื้อที่ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและคำสั่งในขณะที่เครื่องทำงานอยู่ มีสภาวะเป็น volatile คือไม่สามารถเก็บข้อมูลหรือชุดคำสั่งไดเมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้าเข้าสู่วงจร แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ static RAM (SRAM) และ dynamic RAM (DRAM) ทั้งนี้คอมพิวเตอร์ส่วนมากใช้ RAM ประเภท DRAM แต่ SRAM มีความเร็วสูงกว่า นอกจากนี้ยังมีราคาแพงกว่าและต้องให้กระแสไฟฟ้าสูงกว่า DRAM ด้วย ปัจจุบันนี้มีพัฒนาการของ DRAM เรียกว่า EDODRAM ย่อมาจาก Enhanced Eata Output DRAM มีความเร็วสูงกว่า DRAM ธรรมดาประมาณ 50 เท่าและเป็นตัวที่ใช้กับ PC รุ่นใหม่ที่ใช้กันมากในปัจจุบัน เนื่องจาก RAM มีข้อเสียที่ไม่สามารถเก็บข้อมูลหรือคำสั่งไว้ได้เมื่อไม่มีกระแสไฟฟ้าเลี้ยง วงจรหรือกระแสไฟฟ้าอ่อนหรือเราเรียกว่าไฟฟ้าตก ซึ่งทำให้มีกระแสไฟฟ้าเลี้ยงวงจรไม่เพียงพอ วิศวกรคอมพิวเตอร์จึงได้มีการพัฒนา RAM ชนิดพิเศษขึ้นเรียกว่า bubble memory มีคุณสมบัติสามารถใช้กระแสไฟฟ้าที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกระแสไฟฟ้าตรงจากแหล่งกำเนิดไฟฟ้า จึงนิยมใช้กับคอมพิวเตอร์แบบพกพาหรือกระเป๋าหิ้ว เมื่อแบตเตอรี่อ่อนกำลังลงหรือหมดกำลังก็สามารถนำกลับมาบรรจุกระแสไฟฟ้าใหม่เพื่อใช้ในครั้งต่อไปได้ แต่ bubble memory ก็มีข้อจำกัดที่ความเร็วช้ากว่า RAM ประเภท DRAM และ SRAM ระหว่างหน่วยความจำ RAM และหน่วยประมวลผล (CPU) ยังมีแผงวงจรพิเศษเรียกว่า cache memory มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ RAM แต่ได้นำมาช่วยให้การทำงานของระบบเร็วขึ้น ด้วยการบันทึกคำสั่งที่ใช้บ่อยๆ และใช้ต่อเนื่องกับ CPU ทันทีไว้ที่ cache memory ทำให้ CPU สามารถดึงคำสั่งเหล่านั้นไปประมวลผลได้เร็วขึ้น ประสิทธิภาพของระบบก็ดีขึ้น แต่ราคาในปัจจุบันค่อนข้างแพง

ROM (Read Only Memory) คือเนื้อที่ของ memory ส่วนน้อยที่ใช้บรรจุชุดคำสั่งหรือข้อมูลชนิดถาวร นั่นคือ เมื่อบันทึกลงไปแล้วจะลบออกหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เมื่อคอมพิวเตอร์เริ่มทำงานข้อมูลและคำสั่งจะถูกส่งจาก ROM ทันทีโดยอัตโนมัติ เนื้อที่ส่วนของ ROM นี้ผู้ใช้ทั่วไปไม่ได้ใช้งาน ยกเว้นวิศวกรหรือช่างเทคนิคที่ออกแบบและสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้นที่เป็นผู้บันทึกคำสั่งและข้อมูลลงไปเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่อง แต่ต่อมาผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเครื่องดีขึ้น มีความต้องการเปลี่ยนแปลงคำสั่งปฏิบัติการบางอย่าง จึงได้มีการออกแบบ chip พิเศษที่เรียกว่า พร็อม (PROM ย่อมาจาก programmable read only memory) ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถลบหรือเปลี่ยนแปลงคำสั่งใน ROM ได้

อุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ (Output Devices) เป็นอุปกรณ์ที่แสดงผลของการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ จอภาพ เครื่องพิมพ์ ลำโพง และอุปกรณ์แสดงผลลัพธ์ที่อยู่ในรูปของกราฟิก อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยเก็บความจำภายนอกหรือหน่วยความจำสำรอง (Secondary Storage Devices) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บ ข้อมูลสารสนเทศและชุดคำสั่ง มีหลายประเภทที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้แก่ จานแม่เหล็ก แถบแม่เหล็ก และจานแสง แต่ละประเภทมีคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน เหมาะกับการใช้งานในลักษณะต่างๆ สามารถเก็บสารสนเทศรูปแบบต่างๆ ได้อย่างไม่จำกัดและสามารถนำสารสนเทศกลับมาใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ในครั้งต่อๆ ไปได้เมื่อต้องการ

หน่วยความจำสำรอง (Secondary Memory) หน่วยความจำนี้จะอยู่นอกหน่วยประมวลผล เป็นเสมือนสมุดบันทึกสำหรับเก็บคำสั่งและข้อมูลไว้ใช้งานในโอกาสต่อไป เพราะคำสั่งและข้อมูลไม่สามารถเก็บไว้ใช้ได้ตลอดเวลาในหน่วยความจำหลัก ใช้กรณีที่เรามีความจำเป็น  ที่จะต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก ๆ หรือใช้โปรแกรมที่มีความยาวมาก ๆ จนไม่สามารถบรรจุในหน่วยความจำหลักได้ เราจึง จำเป็นต้องใช้หน่วยความจำสำรองเข้ามาช่วยทำให้ประสิทธิภาพ การจดจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีประสิทธิภาพและปริมาณมากขึ้น ซึ่งได้แก่ แผ่นดิสก์เก็ต (Diskette)  ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน ดิสเก็ตมีอุปกรณ์ที่จะทำหน้าที่ในการบันทึกและอ่านข้อมูลกับแผ่นดิสเก็ต คือ ดิสก์ไดร์พ (Disk Drive)

จานบันทึกข้อมูลชนิดอ่อน (Soft Disk หรือ Floppy Disk) จานข้อมูลชนิดอ่อน เรียกสั้น ๆ ว่า แผ่นดิสก์ มีลักษณะเป็นแผ่นพลาสติก เคลือบสารแม่เหล็ก บรรจุในซองพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันฝุ่นละอองหรือการขีดข่วน แบ่งออกเป็น  3 ขนาดตามขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง

จานบันทึกข้อมูลชนิดแข็ง (Hard Disk) จานข้อมูลชนิดแข็ง หรือที่เรียกว่า Hard disk เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกข้อมูลชนิดแข็ง ปกติจะติดตั้งอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสรุ่นแรกๆ สามารถเก็บข้อมูลได้ 20 ล้านตัวอักษร (Mega Byte : MB) ในปัจจุบันมีฮาร์ดดิสที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีความจุอยู่ระหว่างพันล้านตัวอักษร (Giga Bytes:GB) ออกมาจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งจะเก็บ ข้อมูลได้มากกว่าและเขียนอ่านข้อมูลได้เร็วกว่า Floppy disk การใช้ฮาร์ดดิส จะนิยมใช้กับผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลที่มีจำนวนมาก ๆ และต้องการความรวดเร็ว ซึ่งการใช้ฮาร์ดดิสก์ที่ดีนั้น ผู้ใช้ควรมีการสำรองข้อมูลที่สำคัญไว้ในฟลอปปี้ดิสก์ เพราะฮาร์ดดิสก์อาจเสียหายได้เช่นกัน

 อุปกรณ์แสดงผล  มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ
 

1. อุปกรณ์แสดงผลชั่วคราว หมายถึง หน่วยที่แสดงผลออกมาให้ผู้ใช้ได้รับทราบในขณะนั้น  แต่เมื่อใช้แล้วผลนั้นก็จะหายไปคะ ได้แก่ จอภาพ ลำโพง เครื่องฉายภาพ หูฟัง
 

2. อุปกรณ์แสดงผลถาวร หมายถึง หน่วยแสดงผลที่แสดงผลออกมาให้ผู้ใช้สามารถจับต้องได้ และเคลื่อนย้ายได้ตามต้องการคะ มักจะออกมาในรูปของกระดาษซึ่งผู้ใช้สามารถนำไปใช้ในที่ต่าง ๆ ได้ อุปกรณ์เหล่านี้ก็ได้แก่ เครื่องพิมพ์ เครื่องพลอตเตอร์

 

ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึง  ชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้
ชนิดของซอฟต์แวร์

           ซอฟต์แวร์ระบบ คือ  ซอฟต์แวร์ที่บริษัทผู้ผลิตสร้างขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับระบบ หน้าที่การทำงานของซอฟต์แวร์ระบบคือดำเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์ เช่น รับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ นำข้อมูลไปแสดงผลบนจอภาพหรือนำออกไปยังเครื่องพิมพ์ จัดการข้อมูลในระบบแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจำรอง

           ซอฟต์แวร์ระบบพื้นฐานที่เห็นกันทั่วไป แบ่งออกเป็นระบบปฏิบัติการ และตัวแปลภาษา ซอฟต์แวร์ทั่งสองประเภทนี้ทำให้เกิดพัฒนาการประยุกต์ใช้งานได้ง่ายขึ้น  

ระบบปฏิบัติการ หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า โอเอส (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ใช้ในการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการนี้ ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมากและเป็นที่รู้จักกันดีเช่นดอส (Disk Operating System : DOS) วินโดวส์ (Windows) โอเอสทู (OS/2) ยูนิกซ์ (UNIX)

            ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่างๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกจำหน่ายมาก การประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวางและแพร่หลาย เราอาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็นสองกลุ่มคือ ซอฟต์แวร์สำเร็จ และซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นใช้งานเฉพาะ ซอฟต์แวร์สำเร็จในปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลคำ ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน ฯลฯ

ซอฟต์แวร์สำเร็จ

ในบรรดาซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่มีใช้กันทั่วไป ซอฟต์แวร์สำเร็จ (package) เป็นซอฟต์แวร์ที่มีความนิยมใช้กันสูงมาก ซอฟต์แวร์สำเร็จเป็นซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้น แล้วนำออกมาจำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้งานซื้อไปใช้ได้โดยตรง ไม่ต้องเสียเวลาในการพัฒนาซอฟต์แวร์อีก ซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป และเป็นที่นิยมของผู้ใช้มี 5 กลุ่มใหญ่ ได้แก่
ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (word processing software)
 ซอฟต์แวร์ตารางทำงาน (spread sheet software)
ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software)
ซอฟต์แวร์นำเสนอ (presentation software)
ซอฟต์แวร์สื่อสารข้อมูล (data communication software)

ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Languages)
ภาษาคอมพิวเตอร์ คือภาษที่ใช้ในการติดต่อกับคอมพิวเตอร์โดยถูกนำมาเขียนเป็นชุดคำสั่ง (Program) ให้เครื่องทำงานตามคำสั่งของภาษานั้น ในปัจจุบันภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้สำหรับเขียนโปรแกรมมีมากมายหลายภาษา ซึ่งแต่ละภาษาจะมีกฎเกณฑ์และวิธีการเขียนโปรแกรมแต่ต่างกัน ภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ
1. ภาษาระดับต่ำ (Low Level Language)
2. ภาษาระดับสูง (High Level Language)

1. ภาษาระดับต่ำ (Low Level Language) เป็นภาษาที่ใช้ในยุคแรก ๆ จะมีความยุ่งยากในการเขียนมากแบ่งออกเป็น 2 ประเภท  คือ
1.1 ภาษาเครื่อง (Machine Language)
1.2 ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language)

1.1 ภาษาเครื่อง (Machine Language)
เป็นภาษาหรือคำสั่งที่ใช้ในการสั่งงานหรือติดต่อกับเครื่องโดยตรงลักษณะสำคัญ
ของภาษาเครื่องจะประกอบด้วยรหัสของเลขฐานสองซึ่งเทียบได้กับลักษณะของสัญญาณทางไฟฟ้าเข้ากับหลักการทำงานของเครื่องซึ่งเครื่องสามารถเข้าใจและพร้อมที่จะทำงานตามคำสั่งได้ทันทีภาษาเครื่องจะมีกฏเกณฑ์ทางไวยากรณ์ค่อนข้างจำกัด โปรแกรมมีลักษณะค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน

1.2 ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language)
       จัดเป็นภาษาสัญลักษณ์ (Symbolic Language) เป็นภาษาที่พัฒนามาจากภาษาเครื่องโดยใช้สัญลักษณ์ข้อความแทนกลุ่มของเลขฐานสอง ทำให้การเขียนโปรแกรมสะดวกขึ้นแต่ผู้เขียนโปรแกรมยังคงต้องจำความหมายสัญลักษณ์ที่ใช้แทนคำสั่งต่าง ๆ การเขียนโปรแกรมภาษาแอสแซมบลี มีลักษณะที่ต้องขึ้นอยู่กับเครื่องเราไม่สามารถนำโปรแกรมภาษาแอสแซมบลีไปใช้กับเครื่องต่างชนิดกันได้ ดังนั้น ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องเข้าใจระบบการทำงานของเครื่องเป็นอย่างดี การเขียนโปรแกรมด้วยภาษานี้ วิธีการก็คล้ายกับการเขียนโปรแกรมภาษาเครื่องแต่อย่างไรก็ตามคอมพิวเตอร์จะรู้จักแต่เฉพาะภาษาเครื่องเท่านั้น ดังนั้นจึงต้องมีการแปลภาษาแอสแซมบลีให้เป็นภาษาเครื่องเสียก่อน เครื่องจึงจะสามารถทำงานตามโปรแกรมคำสั่งได้โปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษานี้เรียกว่าแอสแซมเบลอร์ (Assembler)

2. ภาษาระดับสูง (High Level Language)
    เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่ได้รับการพัฒนา ให้สามารถใช้ได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น การเขียนภาษาไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์หรือลักษณะการทำงานภายในของเครื่อง ผู้เขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องเข้าใจระบบการทำงานภายในเครื่องมากนัก เพียงแต่เข้าใจกฎเกณฑ์ในกาเขียนแต่ละภาษาให้ดี ซึ่งลักษณะคำสั่งจะคล้ายกับภาษาอังกฤษ ดังนั้นภาษาระดับสูงจึงเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในปัจจุบัน

       ภาษาระดับสูงมีอยู่หลายภาษา สามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน เช่น

1. ภาษาโคบอล (COBOL : Common Business Oriented Language)  เป็นภาษาที่มีคำสั่งคล้ายคลึงกับภาษาอังกฤษ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในงานทางธุรกิจและเป็นภาษาที่ประสบความสำเร็จในการใช้งานธุรกิจ เช่น งานทางด้านบัญชี งานเก็บประวัติข้อมูล งานธุรกิจทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ภาษาโคบอลยังเหมาะกับงานทางด้านการสร้างไฟล์ของข้อมูล งานใหญ่ ๆ ที่มีข้อมูลมาเพราะมีคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้กับไฟล์มากและยังสามารถใช้กับงานที่ต้องการออกรายงาน (Report) แต่มีข้อเสียคือ การทำงานค่อนข้างช้า และไม่เหมาะกับงานคำนวณที่สลัยซับซ้อน
2. ภาษาปาสคาล (PASCAL)  มาจากชื่อนักคณิตศาสตร์ขาวฝรั่งเศสชื่อ Blaise Pascal
ภาษาปาสคาลเป็นภาษาที่มีโครงสร้างที่ดีเยี่ยม ทำให้การทำงานของโปรแกรมมีประสิทธิภาพดีมากเทอร์โบปาสคาล (Turbo Pascal) เป็นรุ่นที่นิยม เพราะเทอร์โบปาสคาลเป็นภาษาค่อนข้างจุกจิก มีข้อยกเว้นและมีเครื่องหมายมาก ทำให้ลดความคล่องตัวในการใช้งานลงไป

3. ภาษาซี (C)  เป็นภาษาที่เขียนโปรแกรมแบบโครงสร้าง มีรูปแบบคำสั่งค่อนข้างอิสระมี
คำสั่งและฟังก์ชั่นมาก สามารถใช้กับงานได้หลายประเภท สามารถควบคุมฮาร์ดแวร์ได้ ภาษาซีถูกนำมาใช้ในการพัฒนาโปรแกรมหลายอย่าง เช่น UNIX, cu Writer เป็นต้น

     การบริหารทรัพยากรซอฟต์แวร์นั้น ผู้บริหารระดับสูงมีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดการทรัพยากรให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินงาน  โดยพิจารณาถึงความเหมาะสมของวัฒนธรรม โครงสร้าง และสิ่งแวดล้อมต่างๆขององค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากร

edit @ 10 Feb 2009 15:39:05 by beautiful-girl

edit @ 10 Feb 2009 15:40:33 by beautiful-girl

edit @ 10 Feb 2009 15:44:43 by beautiful-girl

edit @ 10 Feb 2009 15:57:03 by beautiful-girl

Comment

Comment:

Tweet