บทที่ 5 Internet and E-commerce

posted on 12 Feb 2009 13:47 by apiradee-girl

  อินเทอร์เน็ต ( Internet )

       เป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไซเบอร์สเปซ ( Cyberspace )
       อินเทอร์เน็ต ทำให้การเคลื่อนย้ายและส่งผ่านข่าวสารข้อมูลจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งกระทำได้โดยง่าย โดยไม่จำกัดเรื่องระยะทางและเวลา สามารถส่งข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ส่งเป็นแบบข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมต่อเครือข่าย

       อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2512) จากการเกิดเครือข่าย ARPANET (Advanced Research Projects Agency NETwork) ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานโครงการวิจัยชั้นสูงของกระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการสร้างเครือข่ายคือ เพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถเชื่อมต่อ และมีปฏิสัมพันธ์กันได้ เครือข่าย ARPANET ถือเป็นเครือข่ายเริ่มแรก ซึ่งต่อมาได้ถูกพัฒนาให้เป็นเครือข่าย อินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน

อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย

       อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยการเชื่อมต่อมินิคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ไปยังมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย แต่ในครั้งนั้นยังเป็นการ เชื่อมต่อโดยผ่านสายโทรศัพท์ ซึ่งสามารถส่งข้อมูลได้ช้าและไม่เป็นการถาวร จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2535 ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) ได้ทำการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับมหาวิทยาลัย 6 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ(NECTEC), มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าด้วยกันเรียกว่า "เครือข่ายไทยสาร"

       การให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มต้นขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อ เดือน มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง คือ การสื่อสารแห่งประเทศไทย องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย และสำนักงานส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยให้บริการในนาม บริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย (Internet Thailand) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์รายแรกของประเทศไทย

IP Address

        เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่ในอินเตอร์เน็ตต้องมีแอดเดรส (address) ซึ่งเหมือนกับบ้านต้องมีเลขที่บ้านเพื่อที่จะบอกได้ว่าเป็นบ้านไหน แอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องต้องไม่ซ้ำกัน ทั้งนี้จะได้แยกออกว่าเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหน แอดเดรสที่ใช้ในอินเตอร์เน็ตคือ IP address

        รูปแบบของ IP address นั้นเป็นตัวเลขล้วน( มีขนาด 32 บิต) เวลาเขียน IP address แต่ละตัวจะเขียนแทนด้วยเลขฐานสิบ โดยแบ่งเลขฐานสิบที่เขียนออกมาเป็นสี่ส่วน แต่ละส่วนคั่นด้วยจุด ดังตัวอย่าง

  • 161.200.48.9

       แต่ละส่วนจะต้องมีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 255 เกินกว่านั้นไม่ได้ แอดเดรสในตัวอย่างนี้เป็นแอดเดรสของเครื่องคอมพิวเตอร์ของคณะอักษรศาสตร์เครื่องหนึ่ง ( ซึ่งเครื่องนี้ทำหน้าที่เป็นเซิร์ฟเวอร์) แอดเดรสนี้ท่านไม่สามารถกำหนดได้ตามใจชอบ เพราะถ้ากำหนดได้ตามใจชอบจะทำให้มีแอดเดรสซ้ำกัน (คือ อาจมีคอมพิวเตอร์สองเครื่องมีหมายเลขเดียวกัน ทำให้แยกไม่ออกว่าเป็นเครื่องไหน)

      ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งมีแอดเดรสที่เป็นตัวเลขคือ 161.200.48.9 เวลาติดต่อกับคอมพิวเตอร์นี้ท่านต้องระบุด้วยแอดเดรสตัวเลขเสมอ แต่เมื่อมีการใช้ Domain Name System ก็จะมีการกำหนดแอดเดรสที่เป็นชื่อให้แก่คอมพิวเตอร์ ในที่นี้ก็กำหนดเป็นชื่อ www.arts.chula.ac.th ต่อไปเมื่อท่านต้องการติดต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ท่านก็ใช้ชื่อ www.arts.chula.ac.th ในการติดต่อได้ หรือจะแอดเดรสที่เป็นตัวเลขคือ 161.200.48.9 ในการติดต่อก็ได้ คือได้ทั้งสองอย่าง

  • com หมายถึง  กลุ่มคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานประเภทธุรกิจหรือหน่วยงานเอกชน
  • gov หมายถึง  กลุ่มคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานภาครัฐบาล
  • edu หมายถึง  กลุ่มคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานการศึกษา
  • org หมายถึง   กลุ่มคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานหรือองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร
  • net หมายถึง   กลุ่มคอมพิวเตอร์ในหน่วยงานที่เป็น network operator หรือ provider ต่าง ๆ
  • th หมายถึง  กลุ่มคอมพิวเตอร์ในประเทศไทย
  • us หมายถึง  กลุ่มคอมพิวเตอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา
Domain Name System

      Domain Name System เป็นกลไกที่ทำให้สามารถใช้แอดเดรสที่เป็นชื่อในการอ้างอิงถึงคอมพิวเตอร์หรือติดต่อสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องใช้แอดเดรสที่เป็นตัวเลข

 

การประยุกต์ใช้งานอินเทอร์เน็ต
  1. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล์ (e-Mail)
  2. สนทนา (Chat)
  3. อ่านหรือแสดงความคิดเห็นในเว็บบอร์ด
  4. การติดตามข่าวสาร
  5. การสืบค้นข้อมูล / การค้นหาข้อมูล
  6. การชม หรือซื้อสินค้าออนไลน์
  7. การดาวโหลด เกม เพลง ไฟล์ข้อมูล ฯลฯ
  8. การติดตามข้อมูล ภาพยนตร์ รายการบันเทิงต่างๆ ออนไลน์
  9. การเรียนรู้ออนไลน์ (e-Learning)
  10. การประชุมทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต (Video Conference)
  11. โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ต (VoIP)
  12. การอับโหลดข้อมูล
  13. อื่นๆ

ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ISP (Internet Service Provider) เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ต บริษัทผู้ติดตั้งอุปกรณ์ในประเทศไทย โดยการดำเนินการให้บริการดังกล่าว บริษัทต้องปฎิบัติตาม เงื่อนไขต่างๆที่กำหนดในสัญญา ตลอดจนปฎิบัติตามกฎหมายมติคณะรัฐมนตรี ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และ นโยบาย ของ กสท.

                วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

               วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ผ่านมา จะใช้โมเด็มแบบที่หมุนโทรศัพท์หรือเรียกว่า Dial-up ทำหน้าที่แปลงข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ในรูปแบบดิจิทัล (Digital) ให้เป็นสัญญาณเสียงแบบแอนะล็อก (Analog) เพื่อส่งข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ที่ถูกจำกัด ความเร็วในการรับส่งข้อมูล 33.6 Kbps และสำหรับการรับส่งข้อมูลอยู่ที่ 56 Kbps เท่านั้น ถ้าผ่านตู้ชุมสายภายในหรือ PABX อาจลดลงเหลือเพียง 33.6 Kbps เท่านั้น ทั้งการรับและการส่งข้อมูล การเชื่อมต่อรูปแบบนี้เหมาะสำหรับการใช้งานส่วนบุคคล ซึ่งค่าใช้จ่ายและอุปกรณ์ราคาถูก หาซื้อได้ง่าย แต่การเชื่อมต่อแบบนี้จะใช้โมเด็มและสายโทรศัพท์ภายในบ้านในการเชื่อมต่อ จึงทำให้ขณะทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะไม่สามารถที่จะคุยโทรศัพท์ได้
               แต่สำหรับอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันต้องการความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูง สำหรับการรับส่งข้อมูลในรูปแบบ มัลติมีเดีย ภาพ เสียง วิดีโอ เช่น การดูหนังฟังเพลง การศึกษาทางไกล การสื่อสารระบบทางไกล เป็นต้น จึงได้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยในการรับส่งข้อมูลให้เร็วขึ้น โดยใช้การรับส่งข้อมูลที่มีความถี่สูง หรือที่เรียกรวมกันว่า การรับส่งข้อมูลแบบบรอดแบน (Broadband)

                การรับส่งข้อมูลแบบบรอดแบน (Broadband)  คือ  ระบบอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงตั้งแต่ 64 Kbps ขึ้นไป โดยผ่าสื่อหลากหลายรูปแบบ เพื่อให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อที่ใช้สำหรับการรับส่งข้อมูลแบบบรอดแบน  ประกอบด้วย
   - สื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ISDN(Intergraded Service Digital Network)
   - สื่อการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ADSL (Asymmetric Digital Subscriber Line
   - การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบเคเบิลโมเด็ม (Cable Modem)
   - การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม (Satellite)
   - การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบวงจรเช่า (Leased Line)
   - การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ ISDN(Intergraded Service Digital Network)

          บริการบนอินเทอร์เน็ต  มีหลายอย่างด้วยกัน เช่น
1. เวิลด์ ไวด์ เว็บ WWW
2. อิเล็กทรอนิกส์เมล (e-mail)
3. FTP
4. Telnet
5. Newsgroups
6. Mailing lists
7. Chat Rooms

             อีเมล (email)

             อีเมล (email)  ย่อมาจากคำว่าอิเล็กทรอนิกส์เมล (electronic mail) เป็นคุณลักษณะหนึ่งของอินเทอร์เน็ตที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อีเมลทำให้ผู้ใช้ที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตสามารถส่งข้อความตัวอักษร แฟ้ม และรูปภาพ ถึงบุคคลอื่นที่มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้แทบจะทันที ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะอยู่ส่วนใดของโลกก็ตาม!

บริการอีเมลบนเว็บที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น Yahoo! เมล ทำให้คุณไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง เพื่อที่จะใช้รับส่งอีเมลอีกต่อไป คุณสามารถเข้าถึงบัญชี Yahoo! เมล ได้อย่างเต็มที่ จากคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เช่น ในห้องสมุด ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน และอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ เป็นต้น

ผู้ให้บริการอีเมลฟรี

                ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต

                เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมาก สืบเนื่องมาจากการเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ของการใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ ซึ่งสามารถแบ่งหัวข้อดังต่อไปนี้

1.       ด้านการติดต่อสื่อสาร เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการพูดคุยด้วยการส่งสัญญาณภาพและเสียง

2.       เป็นระบบสื่อสารพื้นที่จำลอง (Cyberspace) ไม่มีข้อจำกัดทางศาสนา เชื้อชาติ ระบบการปกครอง กฎหมาย

3.       ใช้พัฒนาการเรียนการสอนแบบธรรมดาได้ เนื่องจากมีระบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

4.       สามารถค้นหาข้อมูลในด้านต่างๆ ได้ผ่านบริการ World Wide Web

5.       เพิ่มประสิทธิภาพการบริการทางธุรกิจ เช่น สั่งซื้อสินค้า หรือการโฆษณาสินค้าต่างๆ

6.       การบริการด้านการบันเทิงต่างๆ เช่น การดูภาพยนตร์ใหม่ๆ การฟังเพลง ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การเกมออนไลน์ เป็นต้น

โทษของอินเทอร์เน็ต

1.    เนื่องจากอินเทอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำให้การควบคุมกระทำได้ยาก ข้อมูลด้านลบจึงเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก

2.       ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี มาตรฐานการจัดการไม่เหมือนกัน ทำให้การค้นหากระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร

3.       การเติบโตเร็วเกินไป บางครั้งการเจริญเติบโตเร็วไปอาจเป็นโทษ เนื่องจากว่ากฎหมาย การควบคุมต่างๆ ยังไม่สามารถพัฒนาได้ตามทัน ดังนั้นข้อมูลข่าวสารด้านไม่ดีจึงแพร่หลายได้รวดเร็วกว่าการป้องกัน

4.       ข้อมูลข่าวสารมีให้เลือกมาก จนบางครั้งพบว่าข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวงได้

5.       การเข้าถึงข้อมูลของเด็ก เนื่องจากข้อมูลบางประเภทไม่เหมาะกับเด็ก ซึ่งการป้องกันทำได้ยาก เพราะอินเทอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ดังนั้นจึงต้องพยายามหากฎหมายมาควบคุม ตรวจตรา


 

edit @ 12 Feb 2009 15:02:23 by beautiful-girl

Comment

Comment:

Tweet